ไฮไลท์การเมือง 12 มกราคม 2569 หอการค้าไทย หารือพรรคประชาธิปัตย์ เสนอ 6 วาระแห่งชาติเร่งด่วน หนุนเศรษฐกิจโปร่งใส ต้านคอร์รัปชัน สกัดทุนเทา ด้านประชาธิปัตย์ เสนอ 7 แนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ชี้เอกชนนำ รัฐผลักดัน
หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นำโดย ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ให้การต้อนรับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และคณะกรรมการบริหารพรรคฯ ในโอกาสเข้าพบหารือ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองด้านนโยบายเศรษฐกิจ การเมือง และแนวทางการขับเคลื่อนประเทศ โดยมีเป้าหมายเพื่อสะท้อนข้อเสนอจากภาคเอกชนและสร้างความร่วมมือเชิงนโยบายระหว่างภาคการเมืองกับภาคธุรกิจ ก่อนการเลือกตั้งทั่วไป
ภายหลังการหารือนานกว่า 2 ชั่วโมง ดร.พจน์ เปิดเผยว่า ประเทศไทยปี 2569 กำลังเผชิญช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และโครงสร้างการแข่งขัน ภายใต้บริบทเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการเร่งเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ขณะที่ภายในประเทศยังมีข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่สะสมมาอย่างยาวนาน ทั้งด้านขีดความสามารถในการแข่งขัน ระบบราชการ คุณภาพแรงงาน หนี้ครัวเรือน และความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ โดยหอการค้าฯ เห็นว่า ความท้าทายหลักของประเทศไทยในระยะต่อไปไม่ใช่การขาดแคลนนโยบายหรือแนวคิดใหม่ แต่คือความสามารถในการ “แปลงนโยบายสู่การปฏิบัติจริง” อย่างต่อเนื่อง เป็นระบบ และสามารถตรวจสอบผลลัพธ์ได้ โดยเฉพาะในช่วงหลังการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการกำหนดทิศทางประเทศ
ทั้งนี้ หอการค้าฯ ได้นำเสนอ 6 ปัญหาวาระแห่งชาติเร่งด่วน ที่ภาคเอกชนเห็นว่าควรได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบ ได้แก่ 1) การขาดยุทธศาสตร์ชาติที่สามารถดำเนินการได้จริงและต่อเนื่อง 2) การปฏิรูประบบราชการและการปราบปรามคอร์รัปชันอย่างจริงจัง สกัดทุนเทา 3) โครงสร้างการบริหารประเทศที่ยังขาดการบูรณาการ 4) การปฏิรูปภาคเกษตรอย่างเป็นระบบ 5) การจัดทำแผนรับมือภัยพิบัติในระดับชาติ และ 6) การเสริมสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนที่มีอำนาจในการขับเคลื่อนเชิงนโยบายอย่างแท้จริง
นอกจากนี้ ยังย้ำถึงความสำคัญของการขับเคลื่อนประเทศไทยบนพื้นฐานของความโปร่งใส ธรรมาภิบาล และการแข่งขันที่เป็นธรรม โดยเห็นว่าการต่อต้านคอร์รัปชันอย่างจริงจังเป็นเงื่อนไขสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน ภาคธุรกิจ และประชาชน ทั้งในและต่างประเทศ พร้อมสนับสนุนการปฏิรูประบบราชการ การลดขั้นตอนและกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ ตลอดจนการกำหนดนโยบายที่มีความต่อเนื่อง ตรวจสอบได้ และยึดข้อมูลเชิงประจักษ์เป็นฐาน เพื่อเสริมสร้างสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการเติบโตอย่างยั่งยืน
ด้านนายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งปฏิรูปเชิงโครงสร้าง เพื่อรับมือความท้าทายทางเศรษฐกิจและการเมืองในระยะยาว โดยพรรคได้เสนอ 7 แนวทางสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ คือ 1) การปฏิรูประบบราชการ ให้รัฐทำหน้าที่เป็นผู้เอื้ออำนวย (Enabler) ลดขั้นตอนที่เป็นอุปสรรค และเพิ่มประสิทธิภาพการบริการประชาชน 2) การจัดการสินทรัพย์ภาครัฐอย่างโปร่งใสและเกิดประโยชน์สูงสุด 3) ปฏิรูปภาคการเกษตร โดยยกระดับการผลิต เพิ่มมูลค่าด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกร 4) เร่งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสีเขียวและเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งจะเป็นฐานใหม่ของการเติบโต 5) สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ผ่านความร่วมมือกับภาคเอกชน 6) การเร่งเจรจาการค้าเสรี (FTA) และการผลักดันไทยสู่การเป็นสมาชิก OECD เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และ 7) การเมืองที่สุจริต โปร่งใส และการต่อต้านคอร์รัปชัน และสกัดทุนเทาอย่างจริงจัง
พร้อมระบุ พรรคประชาธิปัตย์ย้ำมาตลอดว่าการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแท้ที่จริงแล้วบทบาทเอกชนคือบทบาทนำ หน้าที่ของรัฐคือผู้ที่จะผลักดันเพราะฉะนั้นวันนี้สิ่งที่ได้แลกเปลี่ยนเป็นประโยชน์มากคือการเห็นความสำคัญของการปรับโครงสร้างหลายอย่างของประเทศ นอกจากระบบราชการและตัวของกฎหมายที่ล้าสมัยรวมถึงการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันโดยใช้เทคโนโลยีและการเพิ่มทักษะให้กับคนของเรา และที่สำคัญที่สุดคือวาระที่ตรงกันเรื่องการสร้างบ้านเมืองสุจริต ถือเป็นพื้นฐานสำคัญที่สุด ที่ทำให้เกิดการเดินหน้าเศรษฐกิจได้ด้วยความเชื่อมั่น ด้วยความไว้วางใจ และด้วยความมั่นใจที่จะมีขึ้น ไม่ใช่แค่เฉพาะในประเทศ แต่เกี่ยวกับกองทุนต่างประเทศด้วย
Advertisement


