ไฮไลท์การเมือง 13 มกราคม 2569 นายกรัฐมนตรี “อนุทิน” นำคณะรัฐมนตรี ชมนิทรรศการผลการน้อมนำพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” สู่ตลาดสากล เสริมแกร่งเศรษฐกิจฐานราก ปลื้มผลสำเร็จการขับเคลื่อนผลิตภัณฑ์ OTOP ปี 2568 รายได้รวมกว่า 315,193 ลบ. มุ่งยกระดับเพิ่มมูลค่า อย่างต่อเนื่องเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี
นายกรัฐมนตรี “อนุทิน” นำคณะรัฐมนตรี ชมนิทรรศการผลการน้อมนำพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” สู่ตลาดสากล เสริมแกร่งเศรษฐกิจฐานราก ปลื้มผลสำเร็จการขับเคลื่อนผลิตภัณฑ์ OTOP ปี 2568 รายได้รวมกว่า 315,193 ล้านบาท มุ่งยกระดับเพิ่มมูลค่า อย่างต่อเนื่องเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน
วันนี้ (13 ม.ค. 69) เวลา 09.45 น. ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย นำคณะรัฐมนตรี พร้อมด้วยผู้บริหาร และข้าราชการ กระทรวงมหาดไทย เยี่ยมชมนิทรรศการทิศทางการขับเคลื่อนผลิตภัณฑ์ OTOP เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานราก และการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ้าไทยที่เข้าร่วมโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ณ บริเวณชั้น 1 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล โดยมีคณะรัฐมนตรี อาทิ นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข นายธนกร วังบุญคงชนะ รมว.อุตสาหกรรม น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี น.ส.ศศิธร กิตติธรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ตลอดจนหัวหน้าส่วนราชการ และสื่อมวลชน ร่วมเยี่ยมชมนิทรรศการ
สำหรับผู้บริหารกระทรวงมหาดไทยที่ร่วมในการแสดงนิทรรศการฯ ในครั้งนี้ อาทิ นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชน ข้าราชการที่เกี่ยวข้อง และผู้แทนจากกลุ่มทอผ้า เข้าร่วมนำเสนอ
นายอนุทิน กล่าวว่า นิทรรการฯ ของกระทรวงมหาดไทย ได้นำเสนอผลงานการน้อมนำพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา สู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าและงานหัตถกรรมให้มีความทันสมัย และเป็นระบบ โดยในระยะแรกได้มีการมุ่งพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ OTOP ผ่านการยกระดับทักษะด้านดิจิทัลและการตลาดออนไลน์ ควบคู่กับการพัฒนาผู้ประกอบการสู่การเป็นผู้เชี่ยวชาญและผู้ประกอบการยุคใหม่ 4.0 ซึ่งในปี 2567-2568 มีผู้ประกอบการได้รับการพัฒนาศักยภาพ รวมกว่า 9,000 คน เพื่อเสริมสร้างความพร้อมในการแข่งขันในตลาดปัจจุบันและตลาดอนาคต
“มากไปกว่านั้น ยังได้มีการมุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ OTOP ให้มีคุณภาพ มาตรฐาน และมีอัตลักษณ์ชุมชนอย่างชัดเจน เป็นที่นิยมของลูกค้าทั้งชาวไทยและต่างประเทศ โดยในปี 2567 – 2568 ได้เชื่อมโยงองค์ความรู้ นวัตกรรม เพื่อเพิ่มมูลค่าและขยายโอกาสทางการตลาดให้กับผลิตภัณฑ์ชุมชน รวมแล้วกว่า 8,000 ผลิตภัณฑ์ ภายใต้การ ดำเนินงานในโครงการต่าง ๆ อาทิ OTOP Premium, Young OTOP, Young Designer, OTOP สำหรับผู้สูงอายุ ซึ่งจะเป็นการพัฒนาแนวทางการเพิ่มมูลค่าให้สินค้ามีความทันสมัย มีนวัตกรรม และสามารถคงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ชุมชน เพื่อตอบโจทย์ตลาดผู้บริโภคยุคใหม่และกลุ่มผู้สูงอายุได้อีกด้วย“
นายอนุทิน กล่าวต่อไปว่า โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา มียอดการจำหน่ายผลิตภัณฑ์สินค้า OTOP ทั่วประเทศ ผ่านช่องทางการจำหน่ายทั้งออฟไลน์และออนไลน์รวมมูลค่ากว่า 315,193 ล้านบาท และมียอดการจำหน่ายสินค้าในงาน OTOP City 2025 กว่า 868 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นสัญญาณบวกและก้าวกระโดดที่สำคัญของเศรษฐกิจฐานรากไทย สะท้อนให้เห็นว่าสินค้าภูมิปัญญาท้องถิ่นได้รับความเชื่อมั่นจากผู้บริโภคอย่างสูง โดยเฉพาะการเข้าสู่ตลาดออนไลน์ที่สร้างรายได้กว่า 17,727 ล้านบาท ช่วยสร้างโอกาสและกระจายรายได้สู่ชุมชนทั่วประเทศอย่างยั่งยืน
“ขอให้กรมการพัฒนาชุมชน มุ่งมั่นขับเคลื่อนส่งเสริมผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ OTOP เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก สร้างอาชีพ สร้างรายได้ และเสริมความเข้มแข็งให้กับชุมชนทั่วประเทศ โดยรัฐบาลพร้อมให้การสนับสนุนทั้งในด้านองค์ความรู้และช่องทางการตลาด เพื่อให้ผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาไทยเติบโตได้อย่างมั่นคง ส่งเสริมผู้ประกอบการให้ก้าวสู่การเป็น “ผู้ประกอบการยุคใหม่ 4.0″ มากขึ้น เพื่อสร้างโอกาสในการแข่งขันและขยายฐานลูกค้าไปสู่ระดับสากลอย่างยั่งยืน” นายอนุทิน กล่าวทิ้งท้าย
ภายในการจัดแสดงนิทรรศการ ได้มีการนำเสนอผลิตภัณฑ์ OTOP จากหลากหลายโครงการสำคัญของกรมการพัฒนาชุมชน อาทิ OTOP Premium, Knowledge-Based OTOP (KBO), Provincial Star OTOP (PSO), OTOP Product for the Elderly และโครงการยกระดับงานหัตถกรรมชุมชน “จักสาน” สู่ตลาดสากล และมีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ้าไทยที่เข้าร่วมโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” จาก 3 กลุ่มผู้ประกอบการ ได้แก่ กลุ่มผ้าทอลายมงคลมนตราธิกาญจน์ จังหวัดกาฬสินธุ์ กลุ่มผาสาทแก้ว ผ้าทอลายโบราณ จังหวัดมหาสารคาม และกลุ่มศูนย์การเรียนรู้และออกแบบขวัญตา จังหวัดหนองบัวลำภู เพื่อเป็นการสนับสนุนผ้าทอลายโบราณและงานหัตถกรรมไทย ซึ่งเป็นซอฟต์พาวเวอร์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์
Advertisement


