Home การเมือง “อนุทิน” มอบนโยบายงบประมาณรายจ่าย ปี 70 สั่งรัดเข็มขัด งดดูงาน ย้ำทุกบาททุกสตางค์ต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้

“อนุทิน” มอบนโยบายงบประมาณรายจ่าย ปี 70 สั่งรัดเข็มขัด งดดูงาน ย้ำทุกบาททุกสตางค์ต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้

by Editor staff

ไฮไลท์การเมือง 20 เมษายน 2569 นายกฯ “อนุทิน” มอบนโยบายงบประมาณรายจ่าย ปี 70 สั่งรัดเข็มขัด งดดูงาน พร้อมป้องอธิปไตย ชู 5 ยุทธศาสตร์พาไทยพ้นกับดักรายได้ปานกลาง ย้ำทุกบาททุกสตางค์ต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ ส่งถึงมือประชาชน

วันนี้ (20 เม.ย. 69) เวลา 10.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการมอบนโยบายและแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 และร่วมเป็นสักขีพยานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูล ระหว่างสำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) โดยมี รองนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี ผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ องค์กรอิสระ ผู้บัญชาการเหล่าทัพ หัวหน้าส่วนราชการ หัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ เข้าร่วม ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ ชั้น 1 อิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี และผ่านระบบการประชุมทางไกล VCS

นายอนุทิน กล่าวว่า วันนี้ถือเป็นวาระของการมอบนโยบายการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ซึ่งในครั้งนี้มีความแตกต่างกับในครั้งที่ผ่านมา เนื่องจากขณะนี้เราอยู่ในสถานการณ์ของโลกที่มีความผันผวนสูงไม่แน่นอน ท่ามกลางการสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงพลังงานและเศรษฐกิจของประเทศไทย รวมถึงทั่วโลก ด้วยสถานการณ์เช่นนี้ภาครัฐของเราต้องแสดงบทบาทเป็นผู้นำในการปรับตัวให้สอดรับกับสถานการณ์ พวกเราต้องปรับวิธีการทำงานให้มีประสิทธิภาพที่สูงขึ้น โดยใช้ทรัพยากรน้อยลง โดยเริ่มจากปรับลดงบประมาณ หรือแผนงานที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ เพื่อแสดงถึงวิธีคิดในการวางแผนงบประมาณให้ทุกบาททุกสตางค์ของพี่น้องประชาชนเกิดประโยชน์สูงสุดอย่างแท้จริงกับประเทศของเรา

การจะทำงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ต้องมีความตรงเป้า แม่นยำ และสามารถตอบโจทย์นโยบาย “10 Plus” ของรัฐบาล ในการนำพาประเทศให้ผ่านพ้นวิกฤตที่เผชิญอยู่ในขณะนี้ ควบคู่กับพัฒนาประเทศต่อไปอย่างมั่นคงและยั่งยืน หลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลางอย่างรวดเร็ว โดยรัฐบาลได้กำหนดนโยบายสำคัญที่จะแก้ปัญหาเร่งด่วนของประเทศ ควบคู่กับสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุน เพื่อทำให้ประเทศไทยของเรามีความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้นด้วยนโยบาย 5 ด้าน ดังนี้

ด้านที่ 1 “นโยบายด้านเศรษฐกิจ” เราต้องกระจายรายได้และสร้างโอกาสให้กับประชาชนทุกกลุ่ม ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้เติบโตแข่งขันได้ รวมทั้งส่งเสริมการค้า การเกษตร และการท่องเที่ยว ผ่านนโยบายพุ่งเป้าเฉพาะกลุ่ม

ด้านที่ 2 “นโยบายด้านการต่างประเทศและความมั่นคง” เราจะต้องเสริมสร้างบทบาทเชิงรุกของประเทศไทยในเวทีโลกด้วยความสร้างสรรค์ เร่งผลักดันประเทศไทยให้เข้าเป็นสมาชิก OECD ให้ได้ ภายในปี พ.ศ. 2571 และส่งเสริมสร้างความมั่นคงชายแดน ความมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน

ด้านที่ 3 “นโยบายด้านสังคม” รัฐบาลต้องให้ความสำคัญด้านการศึกษา สุขภาพ สร้างเสริมสถาบันครอบครัว สร้างชุมชนที่เข้มแข็ง ผ่านนโยบาย “สูงวัย Plus” และ “การศึกษาเท่าเทียม Plus”

ด้านที่ 4 “นโยบายด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม” เพื่อให้ประเทศมีระบบการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ และมีระบบการป้องกันการเตรียมความพร้อมและรับมือภัยพิบัติที่มีศักยภาพสูง รวมทั้งผลักดันให้ประเทศบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ. 2593 หรือ ค.ศ. 2050 ผ่านนโยบายสีเขียว

และด้านที่ 5 “นโยบายด้านการบริหารภาครัฐ” การปฏิรูปกฎหมาย มุ่งให้ภาครัฐมีประสิทธิภาพสูงสุดเป็นราชการทันใจ รวมทั้งแก้ปัญหาคอรัปชั่นเชิงโครงสร้างอย่างจริงจังเพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นผ่านนโยบาย “AI Plus” และ “Thailand Plus”

“วงเงินงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 นี้ ตามแผนการคลังระยะปานกลาง ระหว่างปี พ.ศ. 2570-2573 ได้กำหนดกรอบไว้จำนวน 3.788 ล้านล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วเพียง 7,400 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.2 ในขณะที่ภาระค่าใช้จ่ายจำเป็นที่เป็นสิทธิและข้อผูกพันต่างๆ ยังเพิ่มขึ้นสูงอีกมาก ด้วยข้อจำกัดในปีงบประมาณ 2570 นี้และแก้ไขปัญหาของประเทศ การใช้จ่ายงบประมาณเราต้องคำนึงถึงหลักความคุ้มค่าหรือ Value for Money (VfM) และหลักงบประมาณฐานศูนย์ Zero-based Budgeting โดยไม่คำนึงถึงฐานงบประมาณในปีที่ผ่านมา แต่เราจะเน้นในเรื่องความจำเป็นและเหมาะสมสถานการณ์ความเร่งด่วน และต้องปรับลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นและไม่ตอบโจทย์ของประเทศให้มากที่สุด” นายอนุทิน กล่าว

นายอนุทิน กล่าวต่อไปอีกว่า การขอรับการจัดสรรงบประมาณในปีนี้ จะเพิ่มขึ้นได้ไม่เกินร้อยละ 20 ของงบประมาณปีที่แล้ว โดยส่วนมากที่เพิ่มขึ้นจะต้องเป็นรายจ่ายด้านการลงทุน ซึ่งเป็นกฎเหล็กของปี พ.ศ. 2570 เพื่อการแก้ไขปัญหาวิกฤตของในขณะนี้และวางรากฐานพัฒนาประเทศให้ยั่งยืน รวมทั้ง ขอให้ทุกหน่วยขอรับงบประมาณปรับลดคำขอ และตั้งงบประมาณเกี่ยวกับการศึกษาดูงาน และปรับลดการก่อสร้างอาคารสำนักงานใหม่ของหน่วยงานโดยขอให้เน้นการเช่ามากกว่า หรือหากมีความจำเป็นต้องก่อสร้าง ขอให้ใช้การลงทุนในรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน หรือ PPP กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตของประเทศไทย Thailand future fund และเสนอคำขอตั้งงบลงทุนเท่าที่จำเป็น โดยเฉพาะเส้นทางคมนาคม ขอให้มุ่งเน้นในการซ่อมบำรุงเส้นทางเดิมมากกว่าการขยายเส้นทางใหม่ รวมถึงงบประมาณของกลุ่มจังหวัด ขอให้งดตั้งงบประมาณในการพัฒนาถนนและแหล่งน้ำเพื่อลดความซ้ำซ้อนของพื้นที่ในการดำเนินการ

“สำหรับงบประมาณของจังหวัดจะมีการพิจารณาจัดสรรงบประมาณให้เป็นไปตามกฎหมายเท่าที่จำเป็นเท่านั้น นอกจากนี้ด้วยสถานการณ์ด้านพลังงานที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเรามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ โดยปรับเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียนให้มากขึ้น ขอให้ทุกหน่วยงานให้ความร่วมมืออย่างจริงจัง เช่น การเช่าหรือซื้อรถยนต์มาใช้ในราชการ ให้เปลี่ยนมาใช้เป็น EV เพื่อการประหยัดและการลดผลกระทบจากสถานการณ์น้ำมันของโลก สำหรับรายการที่หน่วยงานที่ได้ลงนามในสัญญาเช่าไว้แล้ว ขอความร่วมมือผู้ประกอบการ ให้มีการเจรจาพิจารณาปรับแก้ไขสัญญาราชการ จากรถสันดาบให้เปลี่ยนเป็นรถยนต์ EV โดยคำนึงถึงความเหมาะสมทางธุรกิจ ต้นทุน ภารกิจของหน่วยงาน และความเป็นไปได้ รวมทั้งขอให้หน่วยงานพิจารณาใช้ Solar Rooftop ในทุกพื้นที่ที่สามารถทำได้ เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นในการฝ่าวิกฤตพลังงานเชื้อเพลิงในครั้งนี้ไปด้วยกัน” นายอนุทิน กล่าวเพิ่มเติม

นายอนุทิน กล่าวเน้นย้ำว่า รัฐบาลยึดหลักการ 3 ประการในการทำงาน 1. พิทักษ์ผู้รักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติศาสนา และพระมหากษัตริย์ 2. ยึดมั่นกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และ 3. ยึดมั่นในหลักนิติธรรม การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม และบริหารราชการแผ่นดิน บนหลักธรรมาภิบาลเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน ขอให้พวกเราได้ร่วมมือกันทำภารกิจสำคัญนี้ให้สำเร็จลุล่วงเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยของเราให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

ในเรื่องของการดูแลอธิปไตยของประเทศ เราจะต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ด้วย อาวุธยุทโธปกรณ์ต้องมีความพร้อม ต้องไม่ให้ฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามของเราคิดว่าสามารถรุกรานประเทศไทยเราเมื่อใดก็ได้ การเตรียมความพร้อมทางด้านนี้ขอให้ทางกองทัพ และสำนักงบประมาณได้วางแผนอย่างรอบคอบ หากมีเรื่องของการสู้รบ สิ่งที่จำเป็นจะต้องสร้างความมั่นใจคือมีศักยภาพในแสนยานุภาพที่เพียงพอที่จะปกป้องอธิปไตยของแผ่นดินไทย รวมถึงศักดิ์ศรีของประเทศไทยด้วย แผ่นดินที่เป็นของคนไทยของประเทศไทย จะต้องปรากฏในแผนที่ประเทศไทยเท่านั้น ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญในเรื่องของการปกป้องดินแดนของพวกเรา

“ก่อนการมอบนโยบายงบประมาณในวันนี้ เราได้ร่วมกันเป็นสักขีพยานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านงบประมาณ ระหว่าง 5 หน่วยงาน การลงนามในครั้งนี้ขอให้ถือว่าเป็นการแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ลดปัญหาการทุจริตคอรัปชั่น และยกระดับประสิทธิภาพการทำงานของรัฐบาลเพื่อส่งมอบประเทศไทยที่ดียิ่งขึ้นให้กับคนรุ่นหลังต่อไป ถึงเวลาสร้างบ้านแปลนเมือง หมดเวลาสำหรับการเอาเปรียบคดโกง และทำให้ประเทศไทยของเราได้ก้าวหน้าขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนตลอดไป” นายอนุทิน กล่าวในช่วงท้าย

Advertisement

Related Articles

Leave a Comment

Are you sure want to unlock this post?
Unlock left : 0
Are you sure want to cancel subscription?
-
00:00
00:00
Update Required Flash plugin
-
00:00
00:00